จากรูปแต่ละตำแหน่งจะกำหนดคุณสมบัติ ค่าคอมมิชชั่น และเงินเดือนไว้ชัดเจน ซึ่งเราต้องคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้วว่าแต่ละตำแหน่งเมื่อคงคุณสมบัติดังกล่าวทั้งยอดขายส่วนตัวและยอดกลุ่มจะไม่ทำให้องค์กรขาดทุน ซึ่งจะนำเอาสิ่งต่อไปนี้มาพิจารณาในการกำหนดคุณสมบัติ
- จำนวนพนักงานทั้งหมดที่จะรับเข้ามาในฝ่ายการตลาด
- สินค้า และราคาต่อหน่วยของสินค้าแต่ละอย่าง และยอดรวมทั้งหมดที่มีอยู่
- ค่าคอมมิชชั่น กับเงินเดือนแต่ละตำแหน่ง เมื่อรวมแล้วองค์กรต้องได้รับผลประโยชน์จากยอดขายส่วนตัว และยอดกลุ่ม
- กฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับในการทำงานขององค์กร และกฎระเบียบข้อบังคับเฉพาะสำหรับฝ่ายการตลาด
- กฎเกณฑ์ในการกำหนดการขึ้น/ลดตำแหน่งทางการตลาด
ก็ยกสิ่งที่พิจารณามาบางส่วนในการพิจารณาคุณสมบัติ ซึ่งอาจจะมีน้อยหรือมากกว่านี้ก็ได้ตามความเหมาะสมขององค์กรและสินค้า รวมถึงผู้บริโภค หรือกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้น
ข้อดีของการนำแผนการตลาดขายตรงแบบสแตร์สเต็บมาใช้กับองค์กรในการกำหนดเงินเดือนและค่าคอมมิชชั่น พอจะสรุปได้ดังนี้
- ทำให้พนักงานช่วยเหลือกันในแต่ละตำแหน่งงาน
- ให้รายได้กับผู้ที่ทำงานหนัก ซึ่งการเริ่มต้นเข้ามาเป็นพนักงานควรจะเริ่มจากตำแหน่งต่ำสุดเหมือนกันทุกคน
- สร้างขวัญกำลังใจให้พนักงาน และสร้างผู้นำขึ้นมา
- คัดพนักงานที่ดีไว้สำหรับผู้ที่ทำงานหนัก ซึ่งควรจะกำหนดกฎเกณฑ์เป็นสัญญาการจ้างพนักงานไว้ก่อน เข่น ถ้าอยู่ในตำแหน่ง Sale Staff ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนจะปลดจากการเป็นพนักงาน เป็นต้น
- ให้โอกาสทุกคนได้แสดงความสามารถ และทำงานร่วมกันเป็นทีม
ฯลฯ
การนำแผนการตลาดแบบขายตรงมาประยุกต์ใช้ควรจะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการตลาดแบบเครือข่ายขายตรง มาวางระบบแผนการตลาดให้กับองค์กรของท่าน ก่อนที่จะนำไปใช้จริง สำหรับการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ควรกำหนดให้เหมาะสมกับองค์กรจากสิ่งที่นำมาพิจารณาทั้งหมด |